Monthly Archives: April 2009

แฮคเกอร์เจาะ Windows 7

รายงานข่าวล่าสุดอีกชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับ Windows 7 ซึ่งอาจจะเป็นข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เนื่องจากในงานประชุมเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัย Hack In The Box (HITB) ที่จัดขึ้นในดูไบเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้สาธิตการแฮคเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ด้วยซอฟต์แวร์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้น

ซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีชื่อว่า VBootkit 2.0 พัฒนาโดย Vipin Kumar และ Nitin Kumar สามารถใช้ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ Windows 7 ผ่านเข้าไปควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ได้ในระหว่างที่กำลังบู๊ตเครื่อง ซึ่งการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ที่พบนี้จะไม่เหมือนกับวิธีทั่วไป เนื่องจากมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Windows 7 ไปเลยจนกว่าจะมีการเขียนทับ หรือติดตั้งโอเอสเข้าไปใหม่

ตัวอย่าง การแฮคเข้าไปในระบบของ Vista ด้วย vbootkit เวอร์ชันแรกที่สามารถทะลุทะลวงละเมิดสิทธิ์ปิดระบบรักษาความปลอดภัยบน เครื่องของเหยื่อได้

“ไม่มีทางแก้ไขได้ และมันก็แก้ไขไม่ได้ เนื่องจากเป็นปัญหาของการออกแบบ(windows7)” Vipin กล่าว อย่างไรก็ตาม การแฮคดังกล่าวจะไม่สามารถกระทำระยะไกลผ่านทางเครือข่ายได้ แฮคเกอร์ที่ใช้วิธีนี้จะต้องกระทำการที่เครื่องของเหยื่อเท่านั้น โปรแกรม VBootkit 2.0 มีขนาดแค่ 3 กิโลไบต์เท่านั้น โดยมันสามารถเปลี่ยนให้โหลดไฟล์ต่างๆ ตามที่ต้องการผ่านเข้าไปในหน่วยความจำระบบระหว่างที่มีการบู๊ต Windows 7 เนื่องจากมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ บนฮาร์ดดิสก์ VBootkit 2.0 จึงถูกตรวจจับได้ยาก ดังนั้นการรีบู๊ตเครื่องก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้โปรแกรมอันตรายนี้โหลด โมดูลอื่นเข้าไปแทนโปรแกรมรักษาความปลอดภัยของเครื่อง เพื่อเปิดช่องให้แฮคเกอร์สามารถเข้าถึงจากบนเน็ต และทำการยกระดับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ด ค้นข้อมูล ตลอดจนแก้ไขพาสเวิร์ดเดิมให้กับผู้ใช้ โดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

สำหรับ VBootkit 2.0 เป็นเวอร์ชั่นสองของโปรแกรม โดยเวอร์ชั่นแรกได้นำออกสาธิตการเจาะระบบ Windows Vista เมื่อปี 2007 เพื่อเผยให้เห็นช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ทางไมโครซอฟท์ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้นต่อกรณีที่เกิดขึ้น

จาก Arip

Blender 2.49 RC1

Blender 2.49 ใกล้จะออกแล้วมีการปรับปรุงเรื่องต่าง ๆ ตามหัวข้อด้านล่าง

ดูรายละเอียดได้ตาม Link ด้านล่า

http://www.blender.org/development/current-projects/changes-since-248/

Oracle ซื้อ Sun

552000004773202ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์ธุรกิจอย่างออราเคิล (Oracle) ช็อกโลกไอทีด้วยการประกาศว่าพร้อมซื้อซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems) ด้วยราคา 7.4 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.59 แสนล้านบาท ผลที่เกิดขึ้นคือโปรแกรมภาษาจาวา (Java) ที่แฝงตัวอยู่ทั่วทุกแห่งในโลกไอทีนั้นจะต้องย้ายค่ายไปอยู่ใต้ชายคาออรา เคิลด้วย

ไม่เพียงออราเคิลจะเป็นเจ้าของภาษาจาวา ซึ่งอุปกรณ์พกพาทั่วโลกกว่า 1 พันล้านชนิดรองรับการทำงานอยู่ในขณะนี้ ออราเคิลจะได้ระบบปฏิบัติการ Solaris และซอฟต์แวร์ฐานข้อมูล MySQL ไว้ในครอบครองด้วย

จริง อยู่ที่เพชรทั้ง 3 เม็ดนี้เป็นโอเพ่นซอร์สที่มีการแจกจ่ายฟรีอย่างแพร่หลายบนอินเทอร์เน็ต แต่ที่ผ่านมา ซันสามารถทำเงินจากการให้บริการแก้ไขและบำรุงรักษาระบบโอเพ่นซอร์สเหล่านี้ แก่องค์กรบริษัทอย่างเป็นกอบเป็นกำ จุดนี้ออราเคิลเชื่อว่า หลังการควบรวม ออราเคิลจะสามารถบริหารงานและทำเงินจากธุรกิจนี้ได้มากกว่าที่ซันเคยทำได้

สนนราคา 7.4 พันล้านเหรียญที่ออราเคิลจะได้ซันมาครอบครองนั้นคิดเป็นมูลค่าหุ้นเฉลี่ย 9.5 เหรียญต่อหุ้น สูงกว่าที่ไอบีเอ็มเคยเสนอไว้ 9.4 เหรียญ ออราเคิลแสดงว่าตัวเองเห็นความคุ้มค่าของซันด้วยการประกาศว่า จาวาคือซอฟต์แวร์ภาษาคอมพิวเตอร์ที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์ที่ออ ราเคิลเคยซื้อมา จุดนี้นักวิเคราะห์ช่วยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ธุรกิจใหม่ของออราเคิลนาม Oracle Fusion Middleware ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้นก็มีพื้นฐานบนจาวา ขณะที่ผลิตภัณฑ์อื่นๆของซันอย่างระบบปฏิบัติการ Sun Solaris ก็เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ออราเคิลสนับสนุนมาโดยตลอด

มูลค่าหุ้นของซันเพิ่มขึ้น 36.77 เปอร์เซ็นต์รับข่าวนี้ ปิดที่ 9.15 เหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าหุ้นของออราเคิลลดลง 1.26 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 18.82 เหรียญ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ

แลรี่ เอลลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอออราเคิลกล่าวในแถลงการณ์ว่า การควบรวมกับซันครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมไอทีโลก ระบุว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการประสานกันระหว่างซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ประสิทธิภาพเยี่ยมและระบบการคำนวณคุณภาพสูง

” ออราเคิลจะเป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถวางระบบและแอปพลิเคชันครบวงจรเพื่อ การทำงานร่วมกันขององค์กรได้ในราคาที่ถูกลง แต่มีความเสถียร มั่นคงปลอดภัยมากขึ้น เชื่อว่า การซื้อซันจะทำให้บริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านเหรียญในช่วงปีแรก และจะเพิ่มเป็นตัวเลขเกิน 2 พันล้านเหรียญในปีต่อไป”

Final Fantasy XIII (PS3) Demo

หลังจากผิดหวังกับเกม RPG ญี่ปุ่นที่สร้างลงเครื่องเกมยุคนี้กันไปเล็กน้อย จนเหมือนกับว่าเกมแนวนี้มันตกยุคไปแล้วหรือ? อย่างไรก็ตามปีนี้ยังมีเกม RPG ฟอร์มยักษ์ออกถึง 2 เกมพร้อมกันทั้ง “Dragon Quest IX” ที่จะออกเดือนกรกฎาคม(ถ้าไม่เลื่อนอีก) กับ “Final Fantasy XIII” ที่จะออกปลายปี และเพื่อกระตุ้นกระแส ทางสแควร์ เอนิกซ์ ก็ได้ฤกษ์ปล่อยแผ่น ” Final Fantasy XIII Demo” ที่แถมมากับแผ่นบลู-เรย์ ภาพยนตร์แอนิเมชัน “Final Fantasy VII Advent Children Complete” มาเสียที จึงไม่พลาดที่จะต้องเสาะหานำมารีวิว

552000004719901

ตัวเกมเริ่มต้นด้วย CG คุณภาพเยี่ยม ทั้งคุณภาพและการกำกับ ส่วนการออกแบบศิลป์ กับการออกแบบตัวละครยังคงความเป็น Final Fantasy อยู่อย่างครบถ้วน แต่ได้เพิ่มความเป็นสากลลงไปพอสมควร รายละเอียดของฉากเมื่อมาโลดแล่นอยู่บนหน้าจอ LCD แบบ Full HD นั้นทำได้เยี่ยมสมราคาคุย แม้ว่าทางทีมงานจะบอกว่าใน Demo นี้มันยังแสดงผลได้ไม่เต็มที่ก็ตาม ทั้งแสงเงาพื้นผิวทำได้สุดยอด อาจจะไม่ได้ละเอียดสมจริงนัก คงต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นการออกแบบมันเป็นแนว Fantasy ส่วนอาการเฟรมเรตตกมีให้เห็นน้อยมาก โดยมุมมองในเกมยังคงเป็นมุมมองบุคคลที่ 3 ที่สามารถบังคับมุมกล้องได้ด้วยแกนแอนนาล็อกขวา แต่ในบางจุดตัวเกมก็ไม่สามารถปรับมุมกล้องได้เพื่อไม่ให้สับสน

ในแผ่นเดโมนี้เราจะได้เล่น 2 ส่วน โดยในช่วงแรกเราจะได้เล่นเป็น นางเอก Ligthning กับพี่หัวฟู Sazh Katzroy และช่วงหลังเราจะได้เล่นเป็นตัวเอก Snow กับกองกำลังต่อต้าน โดยในภาคนี้ เราจะเห็นตัวศัตรูบนฉากแบบเกมในตระกูลซาก้า และไม่มีค่า MP ส่วนระบบการเล่นยังคงเป็นเกม RPG แบบเทิร์นเบสแบบเรียลไทม์ที่ในฉากต่อสู้นั้นตัวละครไม่ได้มายืนเรียงแถวแล้ว เดินไปตี ตัวละครมีการเคลื่อนไหวตลอด และมีการหลบหลีกการโจมตีเหมือนเกมแอ็คชัน (ผู้เล่นบังคับตัวละครไม่ได้ แต่บังคับมุมกล้องได้)ทำให้การต่อสู้มีความสมจริงมาก และที่ประทับใจผู้เขียนมากก็คือ ระยะเวลาการตัดเข้าฉากต่อสู้ที่แทบจะไม่มีการโหลดเลย เรียกได้ว่าเป็นเกมแนวเทิร์นเบสที่มีการตัดเข้าฉากต่อสู้ได้เร็วที่สุดเท่า ที่เคยมีมาเลยทีเดียว

FUJITSU PRIMERGY TX 120

ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 ของฟูจิตสึ เป็นที่สุดในโลกถึงสามด้าน เล็ก เงียบและประหยัด ให้ความสะดวกกับธุรกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งพาห้องเซิร์ฟเวอร์ที่แยกสัดส่วนโดย เฉพาะ
ฟูจิตสึ คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการโซลูชั่นเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทชั้นนำของโลกมากมาย และพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีอันทันสมัย ได้เปิดตัว ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 (PRIMERGY TX120) เซิร์ฟเวอร์แบบทาวเวอร์ที่มีขนาดเล็กที่สุด เงียบที่สุด และใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุดในโลก ซึ่งออกแบบมาเพื่อธุรกิจขนาดเล็กและโฮมออฟฟิศที่มักไม่มีการจัดสรรพื้นที่ใน บริษัทสำหรับดูแลเซิร์ฟเวอร์แยกต่างหากโดยเฉพาะ โดย ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 มาพร้อมกับฟังก์ชันต่างๆ ครบถ้วนเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่ม ไพรเมอร์จี ที่ได้รับรางวัลมาก่อนหน้านี้มากมาย ขณะเดียวกันก็ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง ปล่อยความร้อนและเสียงรบกวนน้อยกว่าเดิม ที่สำคัญยังประหยัดพลังงานมากกว่าด้วย

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับดูแลงานเฉพาะทาง กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งบนระบบไอทีที่พบเห็นได้ทั่วไป แม้กับในธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่สถาบันด้านสุขภาพ สำนักงานกฎหมาย โบรกเกอร์จัดการด้านการลงทุนและประกันภัย ฟรีแลนซ์ ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก ไปจนถึงสำนักงานสาขาของบริษัทขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดีมีบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้จำนวนไม่มากที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับ สร้างห้องเพื่อแยกจัดเก็บเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานระบบไอที ทำให้บ่อยครั้งเซิร์ฟเวอร์เครื่องใหญ่ที่มีเสียงดังรบกวน จึงถูกตั้งห่างจากโต๊ะทำงานของพนักงานในบริษัทเพียงไม่กี่ฟุตเท่านั้น ตรงกันข้ามกับการออกแบบของ ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 ที่มีขนาดเพียงหนึ่งในสามของเซิร์ฟเวอร์ทั่วไป ทำงานได้เงียบกว่า และไม่รบกวนบุคคลรอบข้าง ใช้พลังงานเพียง 163 วัตต์ ซึ่งทำให้ ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 กินไฟเทียบเท่ากับหลอดไฟในสำนักงานทั่วไปเท่านั้น

ขนาดที่เล็กกว่า: ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 กว้างเพียง 4 นิ้ว สูง 13 นิ้ว และยาวเพียง 16 นิ้วเท่านั้น

มีเสียงรบกวนน้อยกว่า: ไพรเมอร์จี ทีเอ็กซ์ 120 มีเสียงรบกวนในระดับ 28 เดซิเบล ในขณะที่ไม่มีการประมวลผล และเพียง 31 เดซิเบลในระหว่างการทำงาน ซึ่งถือว่ามีเสียงรบกวนต่ำกว่าเซิร์ฟเวอร์มาตรฐานทั่วไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว

ไมโครซอฟท์หวังถล่ม VMware

ไมโครซอฟท์ ยักษ์ใหญ่ไอทีสัญชาติอเมริกัน ประกาศซื้อกิจการบริษัทเลือดใหม่นามคาลิสต้าเทคโนโลยีส์ (Calista Technologies) พร้อมๆกับการขยายความร่วมมือกับบริษัทซิทริกซ์ซิสเต็มส์ (Citrix Systems) สิ่งที่เกิดขึ้นถูกมองว่า ไมโครซอฟท์กำลังพยายามรุกตลาดซอฟต์แวร์เครือข่ายคอมพิวเตอร์เสมือนหรือเวอร์ ชวลไลเซชันที่กำลังรุ่งเรืองสดใส ซึ่ง VMware ในฐานะผู้นำตลาดย่อมกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งโดยปริยาย

นาตาลี นัมเบิร์ต นักวิเคราะห์ของฟอร์เรสเตอร์รีเสิร์ช คือหนึ่งในผู้ที่อ่านเกมความเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์ว่ากำลังพยายามเข้าสู่ ตลาดเวอร์ชวลไลเซชัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์เพียงหนึ่งตัวสามารถทำงานเป็น คอมพิวเตอร์เสมือนหลายๆเครื่องได้ ผลที่เกิดขึ้นคือคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆจะสามารถรันซอฟต์แวร์ได้หลายชนิด หลายระบบปฏิบัติการ โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่หลายเครื่อง
ที่ผ่าน มา ไมโครซอฟท์ไม่เปิดเผยจำนวนเงินที่ซื้อบริษัทคาลิสต้า ระบุเพียงว่าเป็นบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุม คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์เวอร์ชวลไลเซชันได้จากทางไกล ขณะที่ซิทริกซ์เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเวอร์ชวลไลเซชันนาม Hyper-V ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เขียนโปรแกรมที่ซิทริกซ์ร่วมมือกับไมโครซอฟท์เพื่อให้ผู้ ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Server 2008 สามารถรองรับผลิตภัณฑ์ XenServer ของซิทริกซ์ได้
” ความเคลื่อนไหวของไมโครซอฟท์แปลว่ากำลังให้ความสนใจธุรกิจเวอร์ชวลไลเซชัน อย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อคิดถึงตลาดเวอร์ชวลไลเซชันก็ต้องคิดถึง VMware เชื่อว่า VMware คืออุปสรรค์ที่ไมโครซอฟท์มองว่าต้องข้ามไป”

ไม่ใช่เพียงไมโครซอฟท์ แต่ออราเคิลและซันล้วนมีท่าทีตีตื้น VMware ทั้งสิ้น จุดนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่าสงครามเวอร์ชวลไลเซชันนั้นเพิ่งเริ่มต้น และทุกบริษัทจะมุ่งพัฒนาให้เทคโนโลยีของตัวเองสามารถใช้งานได้กับผลิตภัณฑ์ จากทุกค่าย ตั้งแต่ซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยไปจนถึงไมโครชิป

หลัง จาก VMware ถูกอีเอ็มซีซื้อหุ้นส่วนใหญ่ไป มูลค่าหุ้นของบริษัทก็พุ่งขึ้นเกือบสามเท่าตัวเมื่อเทียบจากมูลค่าไอพีโอที่ เปิดตลาดครั้งแรก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมีท่าทีเชื่อมั่น VMware มากแม้ในสถานการณ์แข่งขันที่ดุเดือดเช่นนี้

ที่มา  : ARiP IT News

Asus P565 : Review

เมื่อ มองย้อนกลับไปช่วงต้นปีหลายคนอาจจะคงเคยได้ยินข่าว เกี่ยวกับพีดีเอโฟนที่มีระบบประมวลผลไวที่สุดกันบ้างแล้ว สำหรับใครที่ยังไม่รู้ทางทีมงานจะบอกให้ทราบว่า พีดีเอโฟนรุ่น P565 ของค่ายอัสซุสที่ออกมาช่วงต้นปีต้อนรับปีฉลูนั้น ไวและแรงสมคำล่ำลือจริงๆ ด้วยซีพียูที่ให้ความเร็วถึง 800 MHz ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหล และยังเป็นรุ่นแรกของอัสซุสที่มาพร้อมกับระบบนำทางอัจฉริยะ Garmin Mobile XT ทำให้ไม่ต้องกลัวหลงอีกต่อไป

Feature On Asus P565

Asus Today


หน้าจอแรกที่ต้องได้เห็นและสัมผัส คงหนีไม่พ้น “Asus Today” ที่เป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ทั้งเลือกดูและเปลี่ยนแปลงได้อย่างสะดวก ประกอบไปด้วย 6 แท็ปด้วยกันได้แก่ แท็ปแรกรูปนาฬิกา จะแสดงชื่อเครือข่าย, วัน-วันที่, เวลา และการตั้งปลุก ไล่จากบนลงล่างตามลำดับ แท็ปที่ 2 รูปเครื่องหมายตกใจ จะเป็นการแสดงเบอร์ที่ไม่ได้รับสาย, ข้อความ SMS, MMS และE-mail แท็ปที่ 3 รูปปฏิทิน จะแสดงบันทึกแจ้งเตือนการนัดหมายที่อยู่ในปฏิทิน

ถัดมาแท็ปที่ 4 รูปเมฆ จะแสดงผลการพยากรณ์สภาพอากาศได้ทั่วโลก ทั้งนี้ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อด้วย แท็ปที่ 5 เป็น ‘RSS’ แสดงรายการข้อมูลข่าวสารตามที่ได้กำหนดไว้ สุดท้ายแท็ปที่ 6 รูปตัวโน้ต จะแสดงโปรแกรมเครื่องเล่นเพลงที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘EziMusic’ สามารถเข้าไปเล่นเพลงผ่านทางด้านนี้ได้เลย หรืออาจจะบอกว่าเป็นเส้นทางลัดเข้าสู่โปรแกรมเครื่องเล่นเพลงก็ว่าได้

MultiHome


นอกจากนี้ “Asus Today” ยังสามารถเลือกลักษณะการใช้งานได้ 3 รูปแบบด้วย กัน ได้แก่ Original, Business และLife ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการ โดยเลือกสัมผัสสัญลักษณ์ คล้ายๆแฟ้มกำลังเปิด ทางด้านมุมบนขวามือ จากนั้นก็เลื่อนเลือกลักษณะทั้ง 3 รูปแบบได้ด้วยการกดปุ่มควบคุมไปทาง ซ้าย-ขวา หรือจะลากเส้นเป็นแนวนอนบนหน้าจอด้วยปากกาสไตลัส

พบเด็กไทยกว่าครึ่งเป็น “โรคอ้วน”

นิสิตปริญญาเอกจุฬาฯ เผยผลสำรวจเด็กไทยวัยเรียน มีภาวะโภชนาการเกินเกือบร้อยละ 50 เด็กชาย ลูกคนเล็ก-คนเดียว เสี่ยงอ้วนมากสุด โอกาสโตแล้วอ้วนถึงร้อยละ 25 แนะรัฐเร่งแก้ไขให้เป็นวาระแห่งชาติ เสนอใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมเข้าช่วย พร้อมรณรงค์ให้ทารกแรกเกิดได้ดื่มนมแม่นาน 6 เดือน ลดโอกาสโตแล้วอ้วน

น.ส.นริสรา พึ่งโพธิ์สภ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมี ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ศึกษาวิจัยปัญหาภาวะโภชนาการเกินหรือ “ภาวะอ้วน” ในเด็กไทย พบมีเด็กวัยเรียนอายุระหว่าง 9-12 ปี อยู่ในกลุ่มภาวะอ้วนถึงครึ่งหนึ่ง และเสี่ยงป่วยเป็นโรคอื่นๆ ได้มากกว่าคนปรกติ ทังยังอาจกระทบต่อประชากรวัยแรงงานของประเทศ นับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรผลักดันการแก้ปัญหาให้เป็นวาระแห่ง ชาติ

นักวิจัยได้ทำการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลในกลุ่มผู้กำหนดนโยบายโภชนาการของประเทศ กลุ่มผู้บริหารและครูโภชนาการในโรงเรียน และกลุ่มเด็กวัยเรียนที่มีและไม่มีภาวะโภชนาการเกินพร้อมผู้ปกครอง จำนวน 39 ราย เพื่อจัดทำแบบสอบถามที่เหมาะสมในการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยการให้เด็กวัยเรียนที่มีอายุระหว่าง 9-12 ปี และผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 1,863 คู่ กรอกแบบสอบถาม ซึ่งเด็กในช่วงอายุดังกล่าวอยู่ในช่วงการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทั้งน้ำหนักและส่วนสูงอย่างชัดเจน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับใช้เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กไทยโดยเปรียบเทียบน้ำหนักกับส่วนสูง พบว่าเด็กในกลุ่มตัวอย่างมีภาวะโภชนาการเกินถึงร้อยละ 49 หรือเกือบครึ่งหนึ่ง เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกลุ่มเด็กที่มีภาวะโภชนาการปกติ พบว่าทั้งสองกลุ่มมีพฤติกรรมการกินไม่แตกต่างกัน แต่การทำกิจกรรมแตกต่างกัน โดยเด็กที่อ้วนนั้นส่วนใหญ่ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่า

นอกจากนั้นเด็กผู้ชายและเด็กที่เป็นลูกคนเดียวหรือลูกคนสุดท้องจะมี แนวโน้มอ้วนมากกว่า เนื่องจากค่านิยมของคนไทยที่มักให้ความสำคัญแก่บุตรชายมากกว่า และมักดูแลเอาใจใส่ลูกคนเดียวหรือลูกคนสุดท้องมากเป็นพิเศษ

“ภาวะโภชนาการเกินในเด็กเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยรวม ซึ่งเด็กที่อ้วนมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึงร้อยละ 25 ส่วนวัยรุ่นที่อ้วน มีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึงร้อยละ 75 ผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นคือมีความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ สูงกว่าคนทั่วไป ทั้งโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ข้อเสื่อม และเบาหวาน ส่วนผลกระทบโดยอ้อม จะทำให้คุณภาพของประชากรลดน้อยถอยลง ประชากรวัยแรงงานไม่มีศักยภาพ ไม่สามารถเป็นฐานการผลิตของประเทศที่เข้มแข็งได้” น.ส.นริสรา อธิบายกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีงานวิจัยในต่างประเทศมากมายที่ระบุว่ายีนเป็นปัจจัยที่ทำให้อ้วน ทว่าปัจจัยทางสังคมก็มีส่วนสำคัญที่กระตุ้นให้อ้วนได้ ซึ่งในอดีตเด็กไทยเคยมีปัญหาภาวะโภชนาการต่ำ แต่หลังจากแก้ปัญหาดังกล่าวได้กล่าวได้แล้วกลับกลายเป็นว่าปัญหาภาวะ โภชนาการเกินเข้ามาแทนที่ เพราะเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าขึ้น ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม