<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>candle3d.com &#187; ดับร้อน</title>
	<atom:link href="http://candle3d.com/tag/%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://candle3d.com</link>
	<description>3D Blog</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Apr 2010 06:17:49 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>ทำยังไงถึงหายร้อน</title>
		<link>http://candle3d.com/news/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://candle3d.com/news/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2009 19:44:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>3d</dc:creator>
				<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[การพัด]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ดับร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ตับแลบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปัสสาวะที่ดี]]></category>
		<category><![CDATA[พัดลม]]></category>
		<category><![CDATA[สูญเสียเหงื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[หายร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารการกิน]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องปรับอากาศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.candle3d.com/?p=535</guid>
		<description><![CDATA[อีก ไม่กี่วันก็ถึง &#8220;เทศกาลสงกรานต์&#8221; พร้อมๆ กับอากาศร้อนที่ทวีขึ้นเหมือนเป็นคู่แฝด บางคนบอกว่าร้อนนี้อาจถึงคราว &#8220;ตับแลบ&#8221; อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเราร้อนได้อย่างไร และวิธีไหนกันหนอที่จะ &#8220;ดับร้อน&#8221; ได้ &#8220;เวิร์ก&#8221; สุดๆ งานนี้เราได้คุณหมอใจดีอย่าง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2547 มาช่วยไขสาเหตุที่คนเรามีอาการ &#8220;รู้ร้อนรู้หนาว&#8221; ได้นั้น ก็เพราะมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น ไม่ใช่สัตว์เลือดเย็นอย่าง งู จิ้งเหลน กบ คางคก อึ่งอ่าง ฯลฯ ร่างกายจึงต้องปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ คือระหว่าง 36.5-37 องศาเซลเซียส ดังนั้นไม่ว่าอุณหภูมิอากาศภายนอกจะมากหรือน้อยอย่างไร หากอุณหภูมิร่างกายสูงกว่านี้ เราก็จะรู้สึกร้อนขึ้นมาทันที และที่แน่ๆ ร่างกายจะต้องปรับสมดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมให้ได้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นอกจากนั้น ร่างกายก็ไม่ได้มีเพียงตัวรับสัญญาณความร้อน-เย็นเท่านั้น แต่ยังมีตัวรับสัญญาณการขาดน้ำ (หรือตัวรับสัญญาณที่บอกระดับความเข้มข้นของเลือด) และตัวรับสัญญาณการขาดเกลือแร่ โดยตัวรับสัญญาณทั้งสามชนิดนี้จะส่งสัญญาณไปบอกสมองให้รับรู้เพื่อกระตุ้น กลไกการปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เริ่มทำงาน หาก อุณหภูมิร่างกายร้อนเกินไป ระบบประสาทอัตโนมัติก็จะสั่งการให้มีการระบายความร้อนออกมา โดยเส้นเลือดจะขยายตัวขึ้นเพื่อระบายความร้อนผ่านเหงื่อที่ผุดออกมาเป็นเม็ด เล็กๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อีก ไม่กี่วันก็ถึง &#8220;เทศกาลสงกรานต์&#8221; พร้อมๆ กับอากาศร้อนที่ทวีขึ้นเหมือนเป็นคู่แฝด บางคนบอกว่าร้อนนี้อาจถึงคราว &#8220;ตับแลบ&#8221; อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเราร้อนได้อย่างไร และวิธีไหนกันหนอที่จะ &#8220;ดับร้อน&#8221; ได้ &#8220;เวิร์ก&#8221; สุดๆ<img class="alignleft" title="ทำยังไงถึงหายร้อน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937613" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="200" height="150" /></p>
<p>งานนี้เราได้คุณหมอใจดีอย่าง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2547 มาช่วยไขสาเหตุที่คนเรามีอาการ &#8220;รู้ร้อนรู้หนาว&#8221; ได้นั้น ก็เพราะมนุษย์เป็นสัตว์เลือดอุ่น ไม่ใช่สัตว์เลือดเย็นอย่าง งู จิ้งเหลน กบ คางคก อึ่งอ่าง ฯลฯ ร่างกายจึงต้องปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ คือระหว่าง 36.5-37 องศาเซลเซียส</p>
<p>ดังนั้นไม่ว่าอุณหภูมิอากาศภายนอกจะมากหรือน้อยอย่างไร หากอุณหภูมิร่างกายสูงกว่านี้ เราก็จะรู้สึกร้อนขึ้นมาทันที และที่แน่ๆ ร่างกายจะต้องปรับสมดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมให้ได้</p>
<p><img class="alignleft" title="ทำยังไงถึงหายร้อน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937063" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="200" height="224" /></p>
<p>ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา<br />
นอกจากนั้น ร่างกายก็ไม่ได้มีเพียงตัวรับสัญญาณความร้อน-เย็นเท่านั้น แต่ยังมีตัวรับสัญญาณการขาดน้ำ (หรือตัวรับสัญญาณที่บอกระดับความเข้มข้นของเลือด) และตัวรับสัญญาณการขาดเกลือแร่ โดยตัวรับสัญญาณทั้งสามชนิดนี้จะส่งสัญญาณไปบอกสมองให้รับรู้เพื่อกระตุ้น กลไกการปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เริ่มทำงาน</p>
<p>หาก อุณหภูมิร่างกายร้อนเกินไป ระบบประสาทอัตโนมัติก็จะสั่งการให้มีการระบายความร้อนออกมา โดยเส้นเลือดจะขยายตัวขึ้นเพื่อระบายความร้อนผ่านเหงื่อที่ผุดออกมาเป็นเม็ด เล็กๆ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ปริมาณวันละ 400-1,000 ซี.ซี.หรือมากกว่าแล้วแต่สภาพแวดล้อมในขณะนั้น เช่น การอยู่ในที่ร่มหรืออยู่กลางแดด อุณหภูมิรอบตัวเป็นอย่างไร และมีลมหรือไม่ โดยความชื้นในอากาศก็เป็นตัวการสำคัญที่ตัดสินว่าเหงื่อจะระเหยออกไปได้มาก หรือน้อยเพียงใด</p>
<p>กลไกการระบายความร้อนอีกส่วนหนึ่งของร่างกายยังอยู่ในรูปของไอเหงื่อซึ่งเรามองไม่เห็นแต่อาจมีปริมาณมากถึง 500-600 ซี.ซี./วัน โดยกลไกนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมในเวลา ที่เรารู้สึกหนาว ซึ่งเส้นเลือดจะหดตัวลงเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อน อีกทั้งยังมีอาการหนาวสั่นเพื่อผลิตความร้อนให้ร่างกายซะเอง</p>
<p><img class="alignright" title="ทำยังไงถึงหายร้อน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937614" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="200" height="113" /></p>
<p>ทั้งนี้ กลไกการร้อน-หนาวยังเกี่ยวพันโดยตรงกับระดับน้ำและเกลือแร่ในร่างกายด้วย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ อธิบายว่า เมื่ออากาศร้อนและร่างกายขาดน้ำจากการสูญเสียเหงื่อและไอเหงื่อจะทำให้ระดับความเข้มข้นของเลือดและเกลือแร่ในร่างกายเข้มข้นเกินไป</p>
<p>ร่างกายจึงต้องปรับตัวโดยส่งสัญญาณไปที่ไตเพื่อบังคับให้ปัสสาวะน้อยลงเพื่อ รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ขณะเดียวกันร่างกายก็จะรู้สึกอยากดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป ซึ่งกลไกนี้จะเกิดขึ้นจนกว่าอุณหภูมิร่างกายจะเข้าสู่ภาวะปกติ</p>
<p>ส่วนวิธีคลายร้อนหลากหลายวิธีที่ทำได้ง่ายๆ คุณหมอใจดีแจกแจงกลไกการดับร้อนทีละอย่างๆ ให้ฟังอย่างใจเย็น&#8230;</p>
<p><img class="alignleft" title="ทำยังไงถึงหายร้อน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937615" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="200" height="159" /></p>
<p>เริ่มจากวิธีที่แสนจะคลาสสิกอย่าง &#8220;การพัด&#8221; และการใช้ &#8220;พัดลม&#8221; ว่าเป็นวิธีการเป่าเหงื่อบนผิวหนังเราให้ระเหยออกไปเร็วขึ้น เทียบกับรถยนต์แล้วก็เหมือนพัดลมพัดความร้อนจากหม้อน้ำออกไป และหากอุณหภูมิของลมต่ำก็จะทำให้มีการไหลเวียนของอากาศมากขึ้นจึงช่วยพาความ ร้อนออกไปได้ดี เช่นในสมัยนี้ที่พัดลมราคาแพงสักหน่อยจะพ่นไอน้ำออกมาด้วย</p>
<p>“แป้งเย็น” ถือเป็นตัวเลือกต่อมาที่หลายๆ คนแอบคิดถึง คุณหมออธิบายว่า ใน เนื้อแป้งเย็นจะมีสารบางชนิดที่ไปกระตุ้นเส้นประสาทการรับความเย็นทำให้เรา รู้สึกเย็นขึ้น แต่กระนั้นแป้งฝุ่นธรรมดาๆ ก็ช่วยคลายร้อนได้เช่นกัน คือจะช่วยดูดซับเหงื่อที่ผุดออกมาจากผิวหนังเพื่อให้ร่างกายระบายความร้อน ออกมาในรูปของเหงื่อได้อย่างต่อเนื่อง</p>
<p>ขณะ ที่การเล่นน้ำสงกรานต์กลางแดดท่ามกลางอากาศร้อนและมีความชื้นสูงก็มักมีการ ประแป้ง เพื่อระบายความร้อนไม่ให้เป็นลมแดด (ฮีตสโตรก : Heat stroke) ด้วย คุณหมอกล่าวว่าต้องยกเครดิตให้กับความชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทย</p>
<p><img class="alignright" title="ทำยังไงถึงหายร้อน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937616" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="200" height="138" /></p>
<p>&#8220;เครื่องปรับอากาศ&#8221; ก็เป็นอีกเครื่องใช้ประจำบ้านประจำสำนักงาน ยอดนิยมที่ใช้คลายร้อนให้เราก็เป็นกลไกง่ายๆ โดยการปรับอุณหภูมิภายนอกให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิซึ่งคนเราจะรู้สึกสบายที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส</p>
<p>ขณะที่การใช้ &#8220;ผ้าเย็น&#8221; หรือ “อาบน้ำ” หรือ &#8220;การนำน้ำเย็นมาลูบเนื้อลูบตัว&#8221; ก็ เป็นการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ช่วยดึงเอาความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ออกไปประการหนึ่ง แถมยังเป็นการนำความเย็นเข้าไปสัมผัสโดยตรง ทำให้อากาศรอบตัวบริเวณที่มีผ้าเย็นหรือน้ำเข้าไปสัมผัสเย็นขึ้น เราจึงรู้สึกผ่อนคลาย</p>
<p>แต่ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังไม่เห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่า เราไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานของเย็นๆ เวลาอากาศร้อนมากๆ ว่าจะทำให้ไม่สบายด้วยว่า ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ว่าจะมีผลร้ายเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำเย็นหรือการรับประทานไอศกรีม เราจึงรับประทานได้โดยไม่ต้องกังวล เว้นแต่คนๆ นั้นอาจมีอาการผิดปกติของร่างกายอยู่ก่อนแล้ว เช่นอาการอ่อนเพลียจัดและอาการของลมแดด</p>
<p>“ถ้า ได้รับอันตรายที่เกี่ยวกับแดดและความร้อนจนเกิดความผิดปกติและมีอาการมาก การดื่มน้ำเย็นอาจทำให้เกิดตะคริวท้อง ไม่ควรให้น้ำดื่มเพราะจะเกิดอันตรายร้ายแรงได้” คุณหมอย้ำชัดๆ อีกครั้ง</p>
<p><img class="alignright" title="อาหารการกิน" src="http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=937617" alt=" ทำยังไงถึงหายร้อน" width="300" height="224" />ที่สำคัญนอกจากน้ำที่ได้จากการรับประทานอาหารแล้ว หน้าร้อนนี้ทุกคนควรดื่มน้ำให้มากๆ เฉลี่ยวันละ 3 ลิตร ซึ่งเป็นปริมาณกำลังดี ทำให้ระบบขับถ่ายหนัก-เบาดีขึ้น เช่น ท้องไม่ผูกและฝึกนิสัยการปัสสาวะที่ดีไปในตัว</p>
<p>ส่วน &#8220;อาหารการกิน&#8221; ในช่วงที่มีอากาศร้อนๆ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ แนะว่า เรา ควรรับประทานอาหารธาตุเย็น เช่นควรทานผักและผลไม้มากๆ จะเป็นการดีที่สุด เพราะจะมีเกลือแร่และน้ำมาก ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปกับเหงื่อและปัสสาวะ จึงเป็นการปรับสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย</p>
<p>&#8220;แต่ ผลไม้พวกนี้ก็ไม่ควรเป็นผลไม้ร้อนเกินไปอย่างทุเรียน เงาะ หรือลำไยที่อาจทำให้ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว แต่แนะนำว่าควรเป็นผักใบเขียวและผลไม้ที่มีน้ำเยอะๆ จะดีกว่า อาทิ แตงโม คะน้า ตำลึง ฯลฯ และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ ของหวานจัด เพราะเป็นอาหารธาตุร้อน ยิ่งจะทำให้ร่างกายเก็บน้ำไม่อยู่เพิ่มขึ้นไปอีก&#8221; คุณหมอใจดีจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แนะนำ.</p>
<p>จากผู้จัดการOnline</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://candle3d.com/news/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b6%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->
